วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556


 


 

Eid al-Fitr


There are two major holidays in the Islamic calendar. The first is called Eid al-Fitr, or the Festival of Fast-Breaking. This celebration marks the end of the fasting month of Ramadan and falls on the first day of Shawwal, the month directly after Ramadan.

In preparation for this holiday, Muslims give money in charity so that every family can enjoy the festivities and have a good meal. On the early morning of the holiday, Muslims gather in a local mosque or outdoor space for the special Eid prayers (salaat-l-'Eid). Every man, woman, and child is welcome to attend this community prayer, which is preceded by a sermon. Following a short prayer, worshipers greet each other and begin several days of family visits.

The festivities of the holiday traditionally last for three days. During this time, Muslims try to spend time with family and friends, visit the sick and elderly, and offer games and gifts to the children. Muslims thus celebrate the completion of another fasting month, seek blessings and forgiveness, and look forward to the opportunity to fast again the following year.

by Christine Huda Dodge


มุสลิมทำอะไรในวันอีด (ฮารีรายอ)

วันตรุษอีด หรือวันอีด เป็นวันเฉลิมฉลองในศาสนาอิสลาม โดยในวันนี้จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ร่วมกันทำพิธีละหมาดวันอีดที่สนามหรือในมัสยิด เยี่ยมเยืยนญาติพี่น้อง รับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น

มุสลิมที่พูดภาษามลายูจะเรียกวันนี้ว่า ฮารีรายอ (ภาษามลายูปัตตานี ) หรือ Hari Raya ในภาษามลายูกลาง แปลว่า วันใหญ่ หรือ วันอีด (ทับศัพท์จากภาษาอาหรับ) ศาสนพิธีตรุษอิดิลฟิตรี ปฏิบัติกันตามหัวเมืองทั่ว ๆ ไป

วันอีดมี 2 วันในแต่ละปีคือ

1.อีดุลฟิฏริ (สะกดไม่มาตรฐาน อีดิลฟิตรี) ในวันที่ 1 เชาวาล จะมีเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด

2.อีดุลอัฎฮา ในวันที่ 10 ซุลฮิจญะหฺ จะมีการเชือดสัตว์พลี (กุรบาน)และเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด

ภารกิจมุสลิมวันอีด (ฮารีรายอ)

เมื่อสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศวันอีดมุสลิมจะมี หลักปฏิบัติในวันอีดพอสรุปได้ดังนี้

- กล่าวตักบีร (สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า)

เมื่อมีการประกาศกำหนดวันอีดแล้ว มุสลิมทั้งชายและหญิงควรกล่าวตักบีรไปเวลาละหมาดอีด โดยให้กล่าวว่า ?อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, ลาอีลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮุอักบัร, อัลลอฮุ อักบัร วะลิลลาฮิลฮัมดฺแปลว่า อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และมวลการสรรเสริญมอบแด่พระองค์? และการกล่าวเช่นนี้ในชุมชนมุสลิมจะเปิดเครื่องขยายเสียงดังที่มัสยิด

- อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย

ควรมีการอาบน้ำชำระล้างและทำความสะอาดร่างกาย ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าไปยังที่ละหมาด พร้อมทั้งขจัดขนอวัยวะเพศ ขนรักแร้ ตัดเล็บ กลิ่นกายที่น่ารังเกียจและรบกวนผู้อื่น


 

- แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ดี

ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดี ที่สามารถหามาได้ พร้อมกับใช้น้ำหอม ยกเว้นบรรดาสตรี ซึ่งไม่อนุญาติให้พวกนางใช้น้ำหอมในการไป


 


 


 


 


 


 


 

-ไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า

สำหรับผู้เป็นมะมูม(ประชาชนทั่วไป) ควรรีบออกไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า ทั้งนี้เพื่อไปจองที่และรอละหมาด ยกเว้นผู้เป็นอิมาม(ผู้นำละหมาด)ให้ออกไปเมื่อใกล้เวลาละหมาด โดยการออกไปยังที่ละหมาดควรปฏิบัติดังนี้

ก. ควรออกไปและกลับด้วยการเดินเท้า นอกจากมีเหตุจำเป็น เช่นไม่สบาย เป็นไข้ อยู่ไกล เช่นนี้อนุญาตให้ใช้พาหนะได้

ข.- กล่าวตักบีรตลอดทางไปสู่ที่ละหมาด

ค.-เดินเท้าไปและกลับควรใช้เส้นทางต่างกัน

ง.- พาครอบครัวไปด้วยกัน

จ.- ควรพาครอบครัว ลูก ภรรยา ไปที่ละหมาด เพื่อร่วมละหมาดหรือฟังคุฏบะฮฺ (ธรรมเทศนา)


 

ภารกิจหลังละหมาดอีด


 

หลังละหมาดให้ต่างคนต่างแสดงความดีใจและยินดีซึ่งกันและกัน โดยให้กล่าว (ตะก๊อบ บะลัลลอฮู มินนา วะมินกุม แปลว่าขอให้อัลลอฮฺเจ้าจงตอบแทนความดีของเรา) และอภัยซึ่งกันและกันหลังจากนั้นให้มีการบริจาคทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสตรี สุดท้ายไปเยี่ยมญาติและเพื่อนๆ


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

ที่มา วันตรุษอีดhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E...

ภารกิจมุสลิมวันอีด (ฮารีรายอ) http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=87

ภาพจาก http://www.oknation.net/blog/attaqwa/2008/10/01/entry-1/comment#read


 


 


 


 


 


 

มุสลิมทำอะไรในวันอีด

มุสลิมทำอะไรในวันอีด (ฮารีรายอ) วันตรุษอีด หรือวันอีด เป็นวันเฉลิมฉลองในศาสนาอิสลาม โดยในวันนี้จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ร่วมกันทำพิธีละหมาดวันอีดที่สนามหรือในมัสยิด เยี่ยมเยืยนญาติพี่น้อง รับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น มุสลิมที่พูดภาษามลายูจะเรียกวันนี้ว่า ฮารีรายอ (ภาษามลายูปัตตานี ) หรือ Hari Raya ในภาษามลายูกลาง แปลว่า วันใหญ่ หรือ วันอีด (ทับศัพท์จากภาษาอาหรับ) ศาสนพิธีตรุษอิดิลฟิตรี ปฏิบัติกันตามหัวเมืองทั่ว ๆ ไป วันอีดมี 2 วันในแต่ละปีคือ 1.อีดุลฟิฏริ (สะกดไม่มาตรฐาน อีดิลฟิตรี) ในวันที่ 1 เชาวาล จะมีเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด 2.อีดุลอัฎฮา ในวันที่ 10 ซุลฮิจญะหฺ จะมีการเชือดสัตว์พลี (กุรบาน)และเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด ภารกิจมุสลิมวันอีด (ฮารีรายอ) เมื่อสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศวันอีดมุสลิมจะมี หลักปฏิบัติในวันอีดพอสรุปได้ดังนี้ - กล่าวตักบีร (สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า) เมื่อมีการประกาศกำหนดวันอีดแล้ว มุสลิมทั้งชายและหญิงควรกล่าวตักบีรไปเวลาละหมาดอีด โดยให้กล่าวว่า ?อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, ลาอีลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮุอักบัร, อัลลอฮุ อักบัร วะลิลลาฮิลฮัมดฺแปลว่า อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และมวลการสรรเสริญมอบแด่พระองค์? และการกล่าวเช่นนี้ในชุมชนมุสลิมจะเปิดเครื่องขยายเสียงดังที่มัสยิด - อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย ควรมีการอาบน้ำชำระล้างและทำความสะอาดร่างกาย ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าไปยังที่ละหมาด พร้อมทั้งขจัดขนอวัยวะเพศ ขนรักแร้ ตัดเล็บ กลิ่นกายที่น่ารังเกียจและรบกวนผู้อื่น - แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ดี ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดี ที่สามารถหามาได้ พร้อมกับใช้น้ำหอม ยกเว้นบรรดาสตรี ซึ่งไม่อนุญาติให้พวกนางใช้น้ำหอมในการไป -ไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า สำหรับผู้เป็นมะมูม(ประชาชนทั่วไป) ควรรีบออกไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า ทั้งนี้เพื่อไปจองที่และรอละหมาด ยกเว้นผู้เป็นอิมาม(ผู้นำละหมาด)ให้ออกไปเมื่อใกล้เวลาละหมาด โดยการออกไปยังที่ละหมาดควรปฏิบัติดังนี้ ก. ควรออกไปและกลับด้วยการเดินเท้า นอกจากมีเหตุจำเป็น เช่นไม่สบาย เป็นไข้ อยู่ไกล เช่นนี้อนุญาตให้ใช้พาหนะได้ ข.- กล่าวตักบีรตลอดทางไปสู่ที่ละหมาด ค.-เดินเท้าไปและกลับควรใช้เส้นทางต่างกัน ง.- พาครอบครัวไปด้วยกัน จ.- ควรพาครอบครัว ลูก ภรรยา ไปที่ละหมาด เพื่อร่วมละหมาดหรือฟังคุฏบะฮฺ (ธรรมเทศนา) ภารกิจหลังละหมาดอีด หลังละหมาดให้ต่างคนต่างแสดงความดีใจและยินดีซึ่งกันและกัน โดยให้กล่าว (ตะก๊อบ บะลัลลอฮู มินนา วะมินกุม แปลว่าขอให้อัลลอฮฺเจ้าจงตอบแทนความดีของเรา) และอภัยซึ่งกันและกันหลังจากนั้นให้มีการบริจาคทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสตรี สุดท้ายไปเยี่ยมญาติและเพื่อนๆ ที่มา วันตรุษอีดhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E... ภารกิจมุสลิมวันอีด (ฮารีรายอ) http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=87

27 ผลอันตรายของการซินา

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ 27 ผลอันตรายของการซินา ซินา หรือการผิดประเวณี ถือเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย ลามก และเลวทรามอย่างยิ่ง อัลลอฮฺตรัสว่า ﴿ وَلَا تَقۡرَبُواْ ٱلزِّنَىٰٓۖ إِنَّهُۥ كَانَ فَٰحِشَةٗ وَسَآءَ سَبِيلٗا ٣٢ ﴾ [الإسراء: ٣٢] ความว่า “และพวกเจ้าอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า” (อัล-อิสรออ์ : 32) และอัลลอฮฺได้ตรัสว่า ﴿ وَٱلَّذِينَ لَا يَدۡعُونَ مَعَ ٱللَّهِ إِلَٰهًا ءَاخَرَ وَلَا يَقۡتُلُونَ ٱلنَّفۡسَ ٱلَّتِي حَرَّمَ ٱللَّهُ إِلَّا بِٱلۡحَقِّ وَلَا يَزۡنُونَۚ وَمَن يَفۡعَلۡ ذَٰلِكَ يَلۡقَ أَثَامٗا ٦٨ يُضَٰعَفۡ لَهُ ٱلۡعَذَابُ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَيَخۡلُدۡ فِيهِۦ مُهَانًا ٦٩ ﴾ [الفرقان: ٦٧-٦٨] ความว่า “และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาจะไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้น พวกเขาจะได้พบกับความผิดอันมหันต์ การลงโทษในวันกิยามะฮฺจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ” (อัล-ฟุรกอน : 68-69) โองการข้างต้น อัลลอฮฺได้ตรัสถึงความชั่วร้ายและเลวต่างๆของการผิดประเวณี และการผิดประเวณีนั้นถือบาปอันมหันต์ และจำเป็นต้องลงโทษบุคคลที่ผิดประเวณีแต่ในการลงโทษนั้น จำเป็นที่จะต้องมีพยานยืนยันถึงความผิดของผู้ผิดประเวณี อัลลอฮฺได้ตรัสว่า ﴿ ٱلزَّانِيَةُ وَٱلزَّانِي ۡلِدُواْ كُلَّ وَٰحِدٖ مِّنۡهُمَا مِاْئَةَ جَلۡدَةٖۖ وَلَا تَأۡخُذۡكُم بِهِمَا رَأۡفَةٞ فِي دِينِ ٱللَّهِ إِن كُنتُمۡ تُؤۡمِنُونَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۖ وَلۡيَشۡهَدۡ عَذَابَهُمَا طَآئِفَةٞ مِّنَ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ ٢ ﴾ [النور: ٢] ความว่า “หญิงมีชู้และชายมีชู้ พวกเจ้าจงโบยแต่ละคนในสองคนนั้นคนละหนึ่งร้อยที และอย่าให้ความสงสารยับยั้งการกระทำของพวกเจ้าต่อคนทั้งสองนั้นในบัญญัติของอัลลอฮฺเป็นอันขาด หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก และจงให้กลุ่มหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพยานในการลงโทษเขาทั้งสอง” (อัน-นูรฺ : 2) บรรดาอุละมาอ์ได้อธิบายโองการนี้ว่า “บทลงโทษนี้เป็นการลงโทษสำหรับผู้ที่ผิดประเวณี ที่ยังมิได้แต่งงาน และหากว่าผู้ผิดประเวณีแต่งงานแล้ว บทลงโทษของมัน คือ การถูกขว้างก้อนหินจนเสียชีวิตนั้นเอง” หะดีษบทหนึ่ง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่ผิดประเวณี จะไม่ผิดประเวณี(หากว่า)ขณะที่เขาอยู่ในสภาพที่เป็นผู้ศรัทธา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม) และท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า “ผู้ใดผิดประเวณี หรือดื่มสุรา อัลลอฮฺ ก็จะทรงเอาความศรัทธาออกจากตัวของเขา เสมือนการนำเครื่องประดับแต่งกายออกจากศีรษะ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-หากิม) และการผิดประเวณีที่ร้ายแรงที่สุด คือ การผิดประเวณีกับบุคคลที่ศาสนาไม่อนุญาตให้แต่งงาน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นต้น ซึ่งท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ผู้ใดผิดประเวณีกับมะห์ร็อม(บุคคลที่ศาสนาไม่อนุญาติให้แต่งงาน) ก็จงประหารเขาเสีย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-หากิม) ส่วนหนึ่งจากผลอันตรายของการผิดประเวณี มีดังนี้ 1. การผิดประเวณีทำให้ศาสนาของบุคคลหนึ่งไม่สมบูรณ์ 2. การผิดประเวณีทำให้ไม่รู้สึกตระหนักถึงการมีอุปนิสัยดีที่ 3. การผิดประเวณีทำให้เสียเกียรติและศักดิ์ศรีของตน 4. การผิดประเวณีทำให้ความห่วงใยระหว่างกันลดน้อยลง 5. การผิดประเวณีจะนำมาซึ่งความโกรธกริ้วจากอัลลอฮฺ 6. การผิดประเวณีทำให้ใบหน้าไม่มีรัศมี 7. การผิดประเวณีทำให้หัวใจมืดบอดและไม่มีแสงสว่างในจิตใจ 8. การผิดประเวณีจะนำมาซึ่งความยากจนอย่างต่อเนื่อง 9. การผิดประเวณีทำให้สูญเสียความบริสุทธิ์ และทำให้ตกต่ำในสายตาของอัลลอฮฺ และสายตาของมนุษย์ 10. การผิดประเวณีทำให้คุณลักษณะที่ดีต่างๆ หายไป ไม่ว่าจะเป็นความดีงาม ความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ และอื่นๆ และทำให้มีคุณลักษณะที่ไม่ดีต่างๆ เช่น คนชั่ว ผู้บ่อนทำลาย และผู้ผิดประเวณี เป็นต้น 11. บุคคลที่ผิดประเวณี เขาได้นำตัวของเขาไปยังการลงโทษแห่งขุมนรก ซึ่งด้านบนของมันนั้นคับแคบ และด้านล่างของมันกว้าง ซึ่งสถานแห่งนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยืนยันถึงบทลงโทษอันเจ็บแสบสำหรับผู้ผิดประเวณี (อ้างจากหะดีษในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์) 12. การผิดประเวณีทำให้เสียชื่อเสียงในด้านดี และถูกทดแทนชื่อเสียงในด้านชั่ว (อัล-เคาะบีษฺ - الخبيث) ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงกล่าวถึง ผู้ผิดประเวณี 13. อัลลอฮฺจะทรงให้หัวใจของผู้ผิดประเวณีมีความกังวลไม่เป็นสุข 14. การผิดประเวณีทำให้สูญเสียอำนาจและความไว้วางใจ จากครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และบุคคลอื่นๆ 15. การผิดประเวณี ทำให้มนุษย์มองว่าเป็นผู้บ่อนทำลาย และไม่ไว้วางใจให้ผู้ผิดประเวณีเป็นคนดูแล ลูกและภรรยา 16. อัลลอฮฺจะทรงให้หัวใจของผู้ผิดประเวณีรู้สึกคับแคบและไม่สบายใจ 17. ผู้ผิดประเวณีสูญเสียโอกาสของการลิ้มรสความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ นั่นคือ การได้รับความสุขกับนางสวรรค์ในสวนสวรรค์ของอัลลอฮฺ 18. ผู้ผิดประเวณี ได้เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ทำลายเครือญาติ ทำการงานที่ต้องห้าม ไม่ให้ความยุติธรรมต่อบุคคลอื่น และอาจสูญเสียภรรยาและลูก 19. การผิดประเวณี ล้อมรอบไปด้วยความชั่วต่างๆ เพราะการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ จะไม่เกิดหากยังไม่ได้ทำความชั่วอื่นๆ ก่อน เช่น การดื่มสุรา การอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เป็นต้น และการกระทำเหล่านี้จะนำมาซึ่งความชั่วร้ายทั้งโลกนี้และโลกหน้า 20. การผิดประเวณี เป็นการกระทำผิดที่มีโทษร้ายแรงอย่างยิ่ง และจำเป็นที่จะต้องมีพยานยืนยัน ซึ่งบทลงโทษของมัน คือ สำหรับผู้ที่ยังไม่แต่งงานจะต้องถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง และสำหรับผู้ที่แต่งงานแล้ว จะต้องประหารด้วยการขว้างก้อนหินจนเสียชีวิต 21. การผิดประเวณีทำให้วงศ์ตระกูล เสียชื่อเสียง 22. การผิดประเวณีทำให้สูญเสียค่าความเป็นมนุษย์ และค่าของตน 23. การผิดประเวณีจะนำมาซึ่งโรคต่างๆ ที่รุนแรง และการผิดประเวณีจะเป็นการเหตุในการแพร่เชื้อของโรค ทำให้เชื้อโรคขยายในวงกว้าง 24. การผิดประเวณี อาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่คนในครอบครัวปฏิบัติตาม ดังคำคมที่ว่า كَمَا تَدِيْنُ تُدَانُ “อะไรก็ตามที่เจ้าก่อ เจ้าก็จะได้รับมาเหมือนที่ก่อนั้น” 25. การผิดประเวณี ทำให้ความดีงามที่ได้ทำมาเสียหาย และทำให้ล้มละลายในวันแห่งการตัดสิน 26. ในวันแห่งการตัดสิน ผู้ที่ผิดประเวณีจะไปหาสามีของผู้หญิงที่เขาได้ผิดประเวณี และจะต้องให้ความดีต่างๆ ที่ผู้ผิดประเวณีได้ทำมา แก่สามีของผู้หญิงที่เขาได้ผิดประเวณี จนกระทั่งเหลือความดีเพียงน้อยนิดแก่เขา 27. ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือ แขนขา ผิวหนัง ตา และลิ้น เป็นต้น จะเป็นพยานในการผิดประเวณีของเขา ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า ﴿ يَوۡمَ تَشۡهَدُ عَلَيۡهِمۡ أَلۡسِنَتُهُمۡ وَأَيۡدِيهِمۡ وَأَرۡجُلُهُم بِمَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ٢٤ ﴾ [النور: ٢٤] ความว่า “วันที่ลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขา และเท้าของพวกเขา จะเป็นพยานปรักปรำพวกเขา ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้” (อัน-นูรฺ : 24) นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากผลอันตรายต่างๆ จากการผิดประเวณี ดังนั้นจงห่างไกลจากการผิดประเวณีเถิด เพราะแท้จริงมันเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างมาก และบุคคลใดที่มีความสามารถในการที่จะแต่งงาน ก็จงแต่งงานเถิด เพราะการแต่งงานนั้น จะเป็นเกราะป้องกันการผิดประเวณี และบุคคลใดที่ไม่มีความสามารถก็จงถือศีลอดเถิด เพราะมันจะช่วยระงับความใคร่... แปลและเรียบเรียงโดย มูฮำหมัดกามัล อัลฟัจรีย์ (จากหนังสือ “خطر الجريمة الخلقية”) http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=47&id=2874

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การถือศีลอดเดือนรอมฎอน

                                           

ประโยชน์ของการถือศีลอด


              การถือศีลอดให้ประโยชน์หลายอย่างทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ มันทำให้มนุษย์ห่างไกลจากราคะของสัตว์ การถือศีลอดมีผลอย่างแท้จริงในการสร้างมนุษย์และสังคมที่มีคุณธรรม

              ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวไว้ว่า "การถือศีลอดคือเพื่อสุขภาพ" ในทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญค้นพบแล้วว่า การงดอาหารและน้ำ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาโรค กระเพาะและระบบย่อยอาหารของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา หน้าที่หลักคือย่อยอาหารที่มนุษย์รับประทาน มันไม่เคยได้พักผ่อน แต่ด้วยการถือศีลอด อวัยวะเหล่านี้จะได้พักผ่อน และไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็จะได้ลดน้อยลงไป

             ประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ผู้ถือศีลอดจะได้เรียนรู้การควบคุมความปรารถนาของพวกเขา และตรวจสอบความผิด ความสุรุ่ยสุร่าย และความอยากจะใฝ่ต่ำของพวกเขา ซึ่งทั้งหมดเหล่านั้นมีแต่จะสร้างความเสื่อมเสียให้แก่มนุษย์ และทำให้เขาจมปลักอยู่กับความเสียหายและการทำลายล้าง

             1. การถือศีลอด ช่วยขวางกั้นความบาป

                 อิมามอะลี(อ.) เคยถามท่านศาสดา(ศ.) ว่า "อะไรคือการกระทำที่สำคัญที่สุดในเดือนรอมฎอน?" ท่านศาสดา(ศ.) ตอบว่า "การหลีกเลี่ยงจากบาปทั้งหลาย"
                 ผู้ที่ถือศีลอด จะมีความยึดมั่นในกฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์ และระมัดระวังตนให้มีจิตใจที่สะอาดผ่องแผ้ว และจะละเว้นจากการกระทำบาปได้อย่างง่ายดาย เพราะความหิวกระหาย และข้อจำกัดอื่นๆ ในการถือศีลอด จะดับไฟแห่งความด่วนได้และสัญชาตญาณดิบลง ดังนั้น การฝึกฝนจิตใจให้มีความเคร่งครัดจึงกระทำได้ง่ายขึ้นในเดือนรอมฎอน

                2. การถือศีลอด ช่วยเสริมกำลังให้เจตนารมณ์

                  สัญชาตญาณและความปรารถนาที่ควบคุมหัวใจของมนุษย์เป็นผู้คุมที่อันตรายมากที่สุด มันชักนำมนุษย์ให้หลงผิดและดึงเขาลงไปสู่ความตกต่ำ การต่อสู้กับความปรารถนาและสัญชาตญาณ ซึ่งเรียกว่า ญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ นี้ จำเป็นต้องใช้เจตนารมณ์ที่มั่นคง การถือศีลอดเป็นการต่อสู้กับความปรารถนาที่จะกินและดื่ม ต่อสู้กับสัญชาตญาณของเขา และด้วยการทำเช่นนี้ มันจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของเขา

                3.  การถือศีลอด ชำระขัดเกลาหัวใจ

                     อิมามอะลี(อ.) กล่าวว่า "เมื่อหัวใจหลีกเลี่ยงจากการคิดเรื่องบาป มันจะสูงส่งกว่าการถือศีลอดทางกายที่หลีกเลี่ยงจากการดื่มกิน"
การถือศีลอด เพิ่มพูนความรู้ในหัวใจ ทำลายความปรารถนาใฝ่ต่ำ และทำให้มันสะอาดบริสุทธิ์

                4.  การถือศีลอด ทำให้อดทน

                     ความอดทนเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่อิสลามเน้นย้ำ ชัยชนะและการบรรลุเป้าหมายใดๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายหากไม่มีความอดทน การถือศีลอดทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้ที่จะอดทนและรับความยากลำบากได้อย่างง่ายดาย

               5. การถือศีลอด และความพึงพอใจ

                   อิสลามแตกต่างจากสำนักคิดแนววัตถุนิยมตะวันออกและตะวันตกทั้งหลาย เพราะอิสลามถือว่าโลกนี้เป็นเพียงช่องทางผ่านไปสู่ความสมบูรณ์ของจิตวิญญาณและการบรรลุความจำเริญอันนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ คำสอนของอิสลามจึงไม่ใช่คำสอนเพื่อความบันเทิงและการบริโภค
การถือศีลอดสอนให้มุสลิมสามารถใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ และไม่จำเป็นต้องสนใจกับวัตถุที่สร้างความบันเทิงใจในการใช้ชีวิต

              6.  การถือศีลอด ทำให้เกิดความเมตตาต่อคนยากจน

                   การถือศีลอดยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกของความเมตตากรุณา ทำให้จิตใจอ่อนโยนอยากบริจาคช่วยเหลือคนยากจนและขัดสน มันช่วยเตือนใจผู้ศรัทธาให้คำนึงถึงความต้องการของผู้ศรัทธาคนอื่นๆ มุสลิมจะแบ่งปันความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่เขาได้รับกับพี่น้องมุสลิมของเขา เป็นการผูกความสัมพันธ์ระหว่างผุ้ศรัทธากับอัลลอฮ์ให้แน่นหนายิ่งขึ้น เพราะการถือศีลอดเป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์และพระบัญชาของอัลลอฮ์

             7.  การถือศีลอด ทำให้มีระเบียบวินัย

                  การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนทางจันทรคติ ในบางปีอาจจะตรงกับฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด บางปีอาจตรงกับฤดูหนาว แต่ถึงกระนั้นผู้ถือศีลอดก็จะต้องรักษาระเบียบวินัยในการถือศีลอดอย่างเคร่งครัด เขาจะต้องอดอาหารและน้ำตั้งแต่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกทุกวัน นี่คือบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทำให้มุสลิมเป็นผู้มีระเบียบวินัยในชีวิตของเขา



การถือศีลอด

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติโรงเรียนบ้านโคกตก

ข้อมูลพื้นฐาน


1. ข้อมูลทั่วไปของสถานศึกษา

1.1 ชื่อโรงเรียน บ้านโคกตก ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลาเขต 3 โทร 074 – 531505

e-mail koktok@hotmail.com

1.2 เปิดสอนตั้งแต่ ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

1.3 มีเขตพื้นที่บริการ มี 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 , หมู่ที่ 2, หมู่ที่ 3, หมู่ที่ 4 , หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 8

2. ข้อมูลด้านการบริหาร

2.1 ผู้อำนวยการโรงเรียน ชื่อ-สกุล นายสุเมธ หนูเล็ก โทรศัพท์ 081-0937535 วุฒิการศึกษาสูงสุด การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา ดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 8 ปี 6 เดือน

2.2 ผู้ช่วยผู้บริหาร ว่าง

2.3 ประวัติโดยย่อ คำขวัญ และวัตถุประสงค์เฉพาะของสถานศึกษา

          โรงเรียนบ้านโคกตก เปิดสอนครั้งแรกเมื่อ วันที่ 16 พฤษภาคม 2480 มีชื่อว่าโรงเรียนประชาบาล ตำบลสะบ้าย้อย 2 มีนายซ่วน แซ่เตียว (นายเกษม) เป็นครูใหญ่คนแรก
          ปี 2482 ท้องถิ่นแยกการปกครองเป็นตำบลทุ่งพอ โรงเรียนก็เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนประชาบาลตำบลทุ่งพอ ต่อมาทางราชการก็เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น โรงเรียนบ้านโคกตกตั้งแต่นั้นมา
          โรงเรียนได้จัดสร้างขึ้นครั้งแรกโดย นายหมื่น หวังสุขราษฎร์ เป็นอาคารชั่วคราวโดยใช้วัสดุในท้องถิ่น มีการซ่อมแซมเรื่อยมาเป็นจำนวน 5 ครั้ง จนต่อมาปี 2508
         นายดำรง ติ้งประโม มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ได้มีการสร้างอาคารเรียนขึ้น 1 หลัง กว้าง 8 เมตร ยาว 34 เมตร โดยอาศัยเงินงบประมาณและเงินสมทบจากราษฎร รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ได้เปิดใช้เมื่อ วันที่ 4 พฤษภาคม 2508 ต่อมาได้รับงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียนเมื่อปี 2512 เป็นเงิน 90,000 บาท
         ต่อมาระหว่างวันที่ 10 – 20 ธันวาคม 2513 ได้รับความช่วยเหลือจัดสร้างอาคารเรียนชั่วคราว จำนวน 1 หลัง บ่อน้ำตื้น 1 บ่อ สนามเด็กเล่น ตามโครงการอาสาพัฒนาของวิทยาลัยครูสงขลาและในปีเดียวกันนี้เอง ทางโรงเรียนก็ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับ ถึงระดับประถมศึกษาตอนปลาย ป.1 – ป.7 และทางราชการได้แต่งตั้ง นายวิเชียร อ่อนประเสริฐ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่
             ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2515 ทางราชการได้แต่งตั้ง นายมานิต ชาตยาภรณ์ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ แต่ในขณะนั้น นายมานิต ชาตยาภรณ์ ติดช่วยราชการที่หมวดการศึกษา จึงให้นายแปลก ปทุมสุวรรณ รักษาราชการแทน ปีนี้ทางโรงเรียนได้งบประมาณสร้างอาคารเรียน แบบ 017 อีก 1 หลัง 4 ห้องเรียน เป็นเงิน 220,000 บาท และได้รับงบประมาณต่อเติมชั้นล่างอีก 4 ห้องเรียน เป็นเงิน 65,000 บาท และได้รับงบประมาณก่อสร้างโรงฝึกงานขนาด กว้าง 6 เมตร ยาว 17.50 เมตร เป็นเงิน 90,000 บาท
             ในปี 2529 ได้มีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โดยนายล่อง ไชยขวัญ มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ซึ่งในขณะที่นายมานิต ชาตยาภรณ์ ย้ายไปดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสะบ้าย้อย ต่อมาในปี 2531 นายสมมาตร สุวรรณรัตน์ ได้มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ปีนี้เองทางโรงเรียนได้รับงบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีตภายในโรงเรียน มีความยาว 80 เมตร งบประมาณ 130,000 บาท ต่อมาในปี 2534 ได้ย้ายนายสวัสดิ์ รามชุม มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ซึ่งต่อมาในปี 2535 ทางโรงเรียนได้รับการอนุมัติให้เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา โดยเปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นก่อน จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน จำนวน 19 คน
            และในปีการศึกษา 2535 ทางราชการได้ย้าย นายอำนวย ชูมาปาน มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ปี 2536 ทางโรงเรียนได้งบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนแบบ สปช. 105/29 จำนวน 1 หลัง 8 ห้องเรียน เป็นเงิน 1,920,000 บาท พร้อมกับงบประมาณก่อสร้างส้วมแบบ สปช.301/26 จำนวน 1 หลัง 4 ที่นั่ง เป็นเงิน 90,000 บาท ต่อมาในปี 2538 ได้รับงบประมาณก่อสร้างสนามบาสเก็ตบอล จำนวน 1 สนาม งบประมาณ 128,000 บาท
          ในส่วนที่ดินของโรงเรียนบ้านโคกตกตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุ เลขที่ สข.609 แบ่งออกเป็น 2 แปลง มีถนนสาธารณะตัดผ่าน ทางด้านทิศตะวันออกของถนนเป็นที่ตั้งของอาคารเรียน อาคารประกอบ มีเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ส่วนแปลงด้านทิศตะวันตกของถนนเป็นสวนยางพาราและพื้นที่สำหรับทำแปลงเกษตร ปัจจุบันเป็นสนามกีฬาของโรงเรียน มีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา รวมทั้งสิ้น 12 ไร่ 25 ตารางวา
       วันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 นายสุเมธ หนูเล็ก มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกตก ปัจจุบันในปีการศึกษา 2554 มีนักเรียน 601 คน จำนวน 20 ห้องเรียน มีครู 19 คน ไปช่วยราชการ 1 คน พนักงานราชการ 11 คน ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ 1 คน เจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน ภารโรง 2 คน แม่ครัว 2 คน พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน 1 คน รวมมีข้าราชการครูและบุคลากรทั้งสิ้น 37 คน