วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพถ้วนหน้า

 โรงเรียนบ้านโคกตก จัดกิจกรรมเต้นแอโรบิค ทุกๆวันอังคาร์ของแต่ละสัปดาห์หลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู  นักเรียนทุกคน















วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

ประชุมประกวดสถานศึกษาที่จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนดีเด่น ระดับเขตพื้นที่

http://www.sk3.go.th/gallery-detail_9499

ความรัก หนึ่งในคุณสมบัติของมุสลิมที่แท้จริง

ความรัก หนึ่งในคุณสมบัติของมุสลิมที่แท้จริง


โดย... อ.ปริญญา   ประหยัดทรัพย์


ความรักคืออะไร?

          ความรัก คือความรู้สึกทางจิตใจอันลึกซึ้ง ละเมียดละไมที่มีต่อกันระหว่างบุคคลที่มีศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ คนเราเมื่อศรัทธาในสิ่งใดก็จะค่อย ๆ โน้มน้าวจิตใจให้เกิดความรู้สึกรัก โดยพัฒนามาเป็นขั้น ๆ อันประกอบด้วยความเมตตา ความอาทร ความหวังดี และให้อภัยเป็นประการสำคัญ

     - การที่เรารักพ่อแม่ก็เพราะเรามีศรัทธาที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดู สั่งสอนอบรม และให้ความรักต่อเรา ความรู้สึกจะบอกเราอยู่เสมอว่าท่านเป็นบุคคลที่เราต้องให้เกียรติให้ความเคารพรัก ให้ความช่วยเหลือและอุปการะท่าน

     - เรารักครู เพราะศรัทธาในตัวครูเนื่องด้วยท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้เรา ให้แสงสว่างแห่งอนาคตอันมั่นคงแก่เรา

ความรักในกรอบของอัล-กุรอาน

" จงประกาศเถิด มาตรแม้นพวกท่านมีความรักในอัลลอฮ์ พวกท่านก็จง (ประพฤติ) ตามฉัน

แน่นอนอัลลอฮ์จะรักพวกท่านและทรงให้อภัยแก่พวกท่าน บรรดาความผิดของพวกท่าน

และอัลลอฮ์ทรงให้อภัย อีกทั้งทรงเมตตายิ่ง"

(ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน  โองการที่  31)


ความรักในกรอบของอัล-หะดีษ

" คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาได้รับเท่ากับที่เขาปรารถนาจะได้รับ "

 (รายงายโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)


ขาดความรักแน่แท้ขาดสันติสุข

          ความรัก เป็นปัจจัยและเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หากมนุษย์ขาดความรักโลกมนุษย์ก็จะปั่นป่วนโกลาหลวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด

          ความรู้สึกทางกามารมณ์เป็นเพียงความใคร่เท่านั้น หาใช่ความรักไม่ ความรักที่จริงแท้มาจากความศรัทธาที่แท้จริง และต้องแยกความรักและความใคร่ออกจากกัน แล้วใช้ความมีเหตุผลจากการศรัทธาเข้าควบคุมให้อยู่ในกรอบของศาสนา

ใครบ้างที่ต้องแสดงความรัก

อัลลอฮ์

          มุสลิมทุกคนต้องศรัทธาอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยวว่า อัลลอฮ์  ทรงเป็นพระเจ้า พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของเราล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อำนาจ และอภิสิทธิ์ของพระองค์ ดังนั้นเราจึงมอบความรักอันสูงสุดแด่พระองค์ หากเรามอบความรักที่จริงแท้และสูงสุดแด่พระองค์ รักในสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และรักเพื่อพระองค์ เราก็จะเป็นที่รักใคร่แห่งพระองค์ ดังอัล-กุรอานได้ระบุไว้ในซูเราะฮ์  อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่  57 ความว่า

"อัลลอฮ์จะนำคนกลุ่มหนึ่งมา พระองค์ทรงรักเขา และพวกเขาก็รักพระองค์"

รอซูลุ้ลลอฮ์

         รองลงมาจากความรักพระองค์อัลลอฮ์  คือความรักใน นบีมูฮำหมัด  ผู้เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์  ผู้ประกาศสัจธรรมชี้นำชาวโลกให้ออกจากความมืดบอด สู่แสงสว่างแห่งสัจธรรม อยู่บนฐานและแนวทางอันถูกต้องของพระองค์ ในที่สุดเราจักต้องมอบความรักอันยิ่งใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใดให้แก่ท่านนบีมูฮำหมัด  ดังคำสอนที่ระบุว่า  :

"คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีศรัทธาอันสมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักอัลลอฮ์และรอซู้ลของพระองค์ยิ่งกว่าตัวเขาเอง

 ยิ่งกว่าครอบครัวของเขา ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติของเขา และยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งปวง"

บิดา มารดา

         โดยแสดงออกถึงความรัก ด้วยการกตัญญูกตเวที และปฏิบัติต่อท่านอย่างอ่อนโยน ดังอัล-กุรอานซูเราะห์ อัล-อิสรออ์ โองการที่ 24  ระบุว่า   ความว่า

"จงปฏิบัติต่อท่านทั้งสองด้วยความอ่อนน้อมและแสดงออกด้วยจิตใจอันมีเมตตา จงวิงวอนต่ออัลลอฮ์ เพื่อให้ทรงเมตตาท่านทั้งสองด้วย"

ญาติพี่น้อง

          โดยหยิบยื่นความรักให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และสานสัมพันธ์อันดีต่อกันและกันดังที่ท่านศาสดามูฮำหมัด   ได้กำชับว่า

"ผู้ใดรักที่จะได้ต้องการรับปัจจัยอันอุดม และมีอายุขัยยืนยาวก็จงสานสัมพันธ์อันดีกับญาติพี่น้อง"

 (รายงานโดย บุคอรี)


ผู้นำ

         คือสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของสังคมมุสลิม ดังนั้นมุสลิมทุกคนจักต้องให้เกียรติและแสดงออกถึงความรักความปรารถนาดี และเชื่อฟังต่อผู้นำ ในกรณีที่ไม่ขัดแย้งกับ หลักธรรมคำสอนทางศาสนาดังที่อัลลอฮ์  ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ อัน-นิซาอ์ โองการที่  59   ความว่า :

"ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ เชื่อฟังศาสดา และผู้นำที่มาจากพวกเจ้ากันเองเถิด"


ผู้ทรงความรู้

          คือธรรมทายาทผู้สืบทอดมรดกแห่งความดีงามจากเหล่าศาสดา จึงจำเป็นที่มุสลิมทุกคนจักต้องให้เกียรติ แสดงออกถึงความรักต่อท่านเหล่านั้นในฐานะเป็นผู้นำพาคบเพลิงประภาคารแห่งวิทยาการมาสู่สังคมมนุษย์ชาติให้มีความสว่างไสว


เพื่อนบ้าน

         หมายถึงผู้ที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน ใช่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเพื่อนบ้านแบ่งออกเป็น  3  ประเภท  ด้วยกัน  อันได้แก่เพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิม และเป็นญาติใกล้ชิดด้วย และเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิม แต่ไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิด และเพื่อนบ้านที่ไม่ใช่มุสลิม ดังนั้น จึงจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้าน และปฏิบัติดีต่อเขาด้วยไมตรีจิต มีความรัก และความบริสุทธิ์ใจต่อกัน


มุสลิมทั่วไป

         อัลลอฮ์ ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยกำหนดให้มนุษย์ครองตนใช้ชีวิตอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นสังคมโดยมิอาจโดดเดี่ยวลำพังตัวเองได้ เมื่อมนุษย์เป็นหนึ่งในองคาพยพของสังคมแล้ว จักต้องมีกติกาและกรอบในการใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อความเป็นระเบียบ ความสงบสุขสันติในสังคม เพราะหากไม่มีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันแล้วแน่นอนแต่ละคนอาจกระทำการใด ๆ ตามความปรารถนาของตนเองที่ไปสู่การละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคม และสร้างความเดือดร้อนในที่สุด  ดังนั้นการอยู่ร่วมกันในสังคมของผู้คนนั้นจะต้องเคารพต่อกฎกติกาของสังคม มีความรักความสามัคคีต่อกันอันจะนำมาซึ่งความสุข ความสันติแผ่ปกคลุมสังคมอย่างแท้จริง


สรรพสิ่งทั่วไป

        โดยการมอบความรักแผ่เมตตาต่อมวลสรรพสิ่งในโลก ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ตกทุกข์ได้ยาก รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีเมตตาต่อสัตว์ ซึ่งความเมตตาดังกล่าวในทัศนะของอิสลามนั้นย่อมส่งผลให้ผู้ที่มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ได้รับภาคผลจากพระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย


พฤติกรรมที่ถือว่าขาดความรัก

     1. ทำให้ผู้อื่นต้องประสบกับความเดือดร้อนด้วยคำพูดที่หยาบโลน หยาบกระด้างแข็งกร้าว

     2. ความอิจฉาริษยา อันเป็นกิเลสซึ่งให้โทษทางจิตใจ ทำให้ความรักต้องมลายสิ้น ผู้อิจฉามักจะเป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่ตลอดเวลา จิตใจไม่มีความสงบ อารมณ์จะอ่อนไหว ขาดความมั่นคง ทำลายศรัทธาในจิตใจ

     3. ความโกรธ เป็นความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการของตนเองไม่สมหวัง ความหักเหของอารมณ์จะอุบัติขึ้นกลายมาเป็นความโกรธ ความเกลียดชัง ไร้ซึ่งความรัก ความเมตตาสงสารต่อผู้คน ที่สำคัญที่สุดความโกรธจะทำลายบุคลิกภาพของเราเองและทำลายคุณธรรมต่าง ๆ ที่เราสะสมกักตุนไว้

     4. ความมักมากในการพูดจา เพราะใครพูดมากย่อมผิดพลาดได้มาก และใครผิดพลาดมาก บาปของเขาก็จะมาก นรกย่อมคู่ควรกับเขาอย่างที่สุด ซึ่งผลจากความมักมากในการพูดจา จะส่งผลให้ขาดความเมตตา ความรัก ความปรารถนาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

     5. ความยโสโอหัง จะเกิดขึ้นจากความสำคัญผิดคิดว่าตนมีอะไรดีกว่าคนอื่น เหนือกว่าบุคคลอื่นและจะดูถูกดูแคลนคนอื่นว่าต่ำต้อยด้อยกว่าตน เป็นการแสดงออกทางคำพูดและการกระทำเป็นต้น


บทสรุปแห่งความรัก

         อันที่จริงการทำความดีด้วยการคิดดี ทำดี พูดดีมีมธุรสวาจา เป็นเหตุแห่งการเสริมสร้างสัมพันธภาพแห่งความรักให้มีอานุภาพ สร้างความปรารถนาดี ความเอื้ออารี มีไมตรีจิต เพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุขให้ปกคลุมโลกใบนี้ ทั้งนี้เพราะอิสลามนั้นมีหลักธรรมคำสอนที่มุ่งเน้นการสร้างความรัก ความปรารถนาดี เป็นวิถีที่หยั่งรากลึกสู่สังคมแห่งความน่าอยู่ควบคู่คุณธรรมค้ำจุนโลก โดยผ่านกระบวนการสามัคคี ความรักใคร่ให้เกียรติต่อกันด้วยความสุจริตใจเป็นสำคัญ

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

มุสลิมทำอะไรในวันอีด (ฮารีรายอ)

วันตรุษอีด หรือวันอีด เป็นวันเฉลิมฉลองในศาสนาอิสลาม โดยในวันนี้จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ร่วมกันทำพิธีละหมาดวันอีดที่สนามหรือในมัสยิด เยี่ยมเยืยนญาติพี่น้อง รับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น
มุสลิมที่พูดภาษามลายูจะเรียกวันนี้ว่า ฮารีรายอ (ภาษามลายูปัตตานี ) หรือ Hari Raya ในภาษามลายูกลาง แปลว่า วันใหญ่ หรือ วันอีด (ทับศัพท์จากภาษาอาหรับ) ศาสนพิธีตรุษอิดิลฟิตรี ปฏิบัติกันตามหัวเมืองทั่ว ๆ ไป
วันอีดมี 2 วันในแต่ละปีคือ
1.อีดุลฟิฏริ (สะกดไม่มาตรฐาน อีดิลฟิตรี) ในวันที่ 1 เชาวาล จะมีเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด
2.อีดุลอัฎฮา ในวันที่ 10 ซุลฮิจญะหฺ จะมีการเชือดสัตว์พลี (กุรบาน)และเลี้ยงอาหารให้แก่ญาติมิตร หลังจากนมาซอีด

ภารกิจมุสลิมวันอีด (ฮารีรายอ)

เมื่อสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศวันอีดมุสลิมจะมี หลักปฏิบัติในวันอีดพอสรุปได้ดังนี้

- กล่าวตักบีร (สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า)

เมื่อมีการประกาศกำหนดวันอีดแล้ว มุสลิมทั้งชายและหญิงควรกล่าวตักบีรไปเวลาละหมาดอีด โดยให้กล่าวว่า ?อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, อัลลอฮุ อักบัร, ลาอีลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮุอักบัร, อัลลอฮุ อักบัร วะลิลลาฮิลฮัมดฺแปลว่า อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และมวลการสรรเสริญมอบแด่พระองค์? และการกล่าวเช่นนี้ในชุมชนมุสลิมจะเปิดเครื่องขยายเสียงดังที่มัสยิด
- อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย

ควรมีการอาบน้ำชำระล้างและทำความสะอาดร่างกาย ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าไปยังที่ละหมาด พร้อมทั้งขจัดขนอวัยวะเพศ ขนรักแร้ ตัดเล็บ กลิ่นกายที่น่ารังเกียจและรบกวนผู้อื่น
- แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ดี

ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดี ที่สามารถหามาได้ พร้อมกับใช้น้ำหอม ยกเว้นบรรดาสตรี ซึ่งไม่อนุญาติให้พวกนางใช้น้ำหอมในการไป

-ไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า
สำหรับผู้เป็นมะมูม(ประชาชนทั่วไป) ควรรีบออกไปยังที่ละหมาดตั้งแต่เช้า ทั้งนี้เพื่อไปจองที่และรอละหมาด ยกเว้นผู้เป็นอิมาม(ผู้นำละหมาด)ให้ออกไปเมื่อใกล้เวลาละหมาด โดยการออกไปยังที่ละหมาดควรปฏิบัติดังนี้
ก. ควรออกไปและกลับด้วยการเดินเท้า นอกจากมีเหตุจำเป็น เช่นไม่สบาย เป็นไข้ อยู่ไกล เช่นนี้อนุญาตให้ใช้พาหนะได้

ข.- กล่าวตักบีรตลอดทางไปสู่ที่ละหมาด

ค.-เดินเท้าไปและกลับควรใช้เส้นทางต่างกัน

ง.- พาครอบครัวไปด้วยกัน

จ.- ควรพาครอบครัว ลูก ภรรยา ไปที่ละหมาด เพื่อร่วมละหมาดหรือฟังคุฏบะฮฺ (ธรรมเทศนา)

ภารกิจหลังละหมาดอีด

หลังละหมาดให้ต่างคนต่างแสดงความดีใจและยินดีซึ่งกันและกัน โดยให้กล่าว (ตะก๊อบ บะลัลลอฮู มินนา วะมินกุม แปลว่าขอให้อัลลอฮฺเจ้าจงตอบแทนความดีของเรา) และอภัยซึ่งกันและกันหลังจากนั้นให้มีการบริจาคทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสตรี สุดท้ายไปเยี่ยมญาติและเพื่อนๆ





















ที่













วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

โรงเรียนบ้านโคกตกเป็นตัวแทนเครือข่ายขวัญดาในการประกวดโรงเรียนสัมพันธ์ชุมชนดีเด่น 2560

   เมื่อวันจันทร์ที่ 25  กันยายน  2560 ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกตก นางละม้าย  เงินนาค พร้อมด้วยนายมะซารี  มะซะ และนายสาวต่วนฮัมดียะห์  ไซอุเซ็ง ได้เข้าร่วมประกวดโรงเรียนสัมพันธ์ชุมชนดีเด่นในหัวข้อที่นำเสนอ เรื่อง

 ผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (BEST  PRACTICE)
ชื่อผลงาน  “ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
 เจ้าของผลงาน  โรงเรียนบ้านโคกตก

อำเภอสะบ้าย้อย  จังหวัดสงขลา








วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

วันปีใหม่อิสลาม

                       วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม หรือว่า วันที่ 1 เดือนมุฮัรรอม ฮิจเราะฮ์ศักราช 1438 ปีฮิจเราะฮ์ศักราช ตามปฏิทินอิสลามนั้นถือตามทางจันทรคติ ซึ่งจะมีจำนวนวันในแต่ละเดือนแตกต่างกับปฏิทินสากล คือ แต่ละเดือนตามปฏิทินอิสลามจะมี 29 หรือ 30 วันเท่านั้น จะไม่มีเดือนที่มี 28 วัน และ 31 วัน เหมือนปฏิทินสากล ซึ่งถือตามทางสุริยคติ เมื่อครบ 1 ปี ตามปีปฏิทินอิสลามจำนวนวันในรอบ 1 ปี จะมีจำนวนวันน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินสากลประมาณ 10 วัน ดังนั้นวันขึ้นศักราชใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ของอิสลามก็จะร่นเร็วขึ้นประมาณปีละ 10 วัน ทุกปี ที่มาและความสำคัญของศักราชอิสลาม หรือฮิจเราะฮ์ศักราช ฮิจเราะฮ์ศักราช ถือเอาการอพยพของท่านนบีมุฮัมมัด และบรรดาผู้ที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อ 1430 ปีที่ผ่านมา โดยอพยพย้ายจากการพำนักที่มหานครมักกะห์สู่นครมาดีนะฮ์ ซึ่งเดิมเรียกว่า“เมืองยัษริบ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมาดีนะฮ์ตุลนบี เรียกสั้นๆ ว่า “มาดีนะฮ์” ซึ่งเป็นการย้ายถิ่นที่อยู่จากสถานที่ที่มีบรรยากาศแห่งการต่อต้านและทำลายล้างอิสลาม โดยชาวมักกะฮ์มาสู่บรรยากาศแห่งความเอื้ออารี ความมีภารดรภาพเดียวกันระหว่างชาวเมืองมาดีนะฮ์ที่มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยความศรัทธาที่จะรับนับถือศาสนาอิสลาม กับชาวมักกะฮ์ผู้อพยพ ทั้งนี้เนื่องจากการที่ท่านนบีมุฮัมมัด ใช้เวลาในการเทศนาเผยแผร่เชิญชวนชาวมักกะฮ์ให้ศรัทธาในคำสอนของอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าที่แท้จริง เพื่อให้หันกลับมายึดมั่นศรัทธาและประพฤติปฏิบัติตามแนวทางอิสลาม ละทิ้งการเคารพบูชาเจว็ด (รูปปั้น รูปเคารพ รูปสักการะ) และสิ่งงมงายต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งท่านได้รับการต่อต้านจากชาวมักกะฮ์อย่างรุนแรงมาก ถูกข่มเหงรังแกจากชาวมักกะห์ที่เคารพบูชาเจว็ดต่างๆ จนในที่สุดมีการปองร้ายหมายเอาชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด

                 เพราะชาวมักกะฮ์ที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาเห็นว่า ศาสนาอิสลามกำลังจะแผ่ขยายมากขึ้นในมักกะฮ์ จึงพยายามจะทำร้ายถึงขั้นเอาชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ดังนั้นอัลลอฮ์ จึงฮิดายะห์(ให้ทางนำ)ให้ท่านนบีมุฮัมมัด อพยพบรรดามุสลิมไปยังเมืองยัษริบ หรือเมืองมาดีนะฮ์ ตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะห์อัลอัมฟาลอายะห์(โองการ)ที่ 30 มีความหมายโดยสรุป ว่า“เมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เนรคุณได้ว่างแผนเพื่อกักกันเจ้าไว้ หรือฆ่าเจ้า หรือขับไล่เจ้าเพื่อไม่ให้มีโอกาสเผยแพร่ศาสนาอิสลาม แต่อัลลอฮ์ ได้ทรงวางแผนที่ประเสริฐยิ่งกว่าแผนใดๆ ทั้งมวล”     
คือ ให้ท่านนบีมุฮัมมัด อพยพไปสู่เมืองมาดีนะฮ์  ซึ่งในการอพยพดังกล่าวนี้ ชาวมาดีนะฮ์ได้มีการติดต่อท่านนบีมุฮัมมัด มาก่อนหน้าที่จะอพยพแล้ว และมีแนวโน้มว่าชาวเมืองมาดีนะฮ์จะรับนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการอพยพสู่นครมาดีนะฮ์ ได้มีการช่วยเหลือกันระหว่างชาวเมืองมะดีนะฮ์ เรียกว่า “อันศ๊อร” (ผู้ช่วยเหลือ) กับผู้อพยพที่เรียกว่า “มูฮาญิรีน” ท่านนบีมุฮัมมัด ได้ใช้ชีวิตในเมืองมาดีนะฮ์ เพื่อเผยแผ่อิสลามเป็นเวลา 10 ปีช่วงแรกพี่น้องมุสลิมในนครมาดีนะฮ์ต้องทำสงครามต่อสู้ป้องกันตัวจากการรุกรานของชาวมักกะฮ์ที่หมายจะทำลายล้างพลังของมุสลิมในเมืองมาดีนะฮ์ การทำสงครามนั้นส่วนใหญ่มุสลิมได้รับชัยชนะต่อผู้รุกรานที่ปฏิเสธอิสลาม มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่มุสลิมพ่ายแพ้ต่อชาวมักกะห์  คือสงครามอุฮุด ซึ่งเป็นสงครามที่ท่านนบีมุฮัมมัด ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ และมีมุสลิมหลายคนต้องเสียชีวิตในสมรภูมิแห่งนี้ อันเนื่องมาจากกำลังพลมุสลิมบางกลุ่มเห็นแก่ทรัพย์สินของศัตรูในสงคราม จนละทิ้งที่มั่นเป็นเหตุให้กองทัพของมักกะฮ์ ซึ่งคุมทัพโดยท่านคอลิด บินวะลีด โจมตีกองทัพมุสลิมจนแตกพ่าย (ในขณะนั้นท่านคอลิด ยังไม่ได้เข้ารับนับถืออิสลาม)ในที่สุดชาวมักกะฮ์เองต้องยอมพ่ายแพ้ต่อพลังมุสลิม ยอมให้ท่านนบีมุฮัมมัด และผู้นับถือศาสนาอิสลามเข้ามหานครมักกะฮ์ โดยไม่มีการสู้รบต่อต้านจากชาวนครมักกะฮ์ แต่อย่างใด ท่านนบีมุฮัมมัด ได้ให้อภัยแก่ผู้ที่เคยเป็นศัตรูของท่านทุกคน มิได้มีการแก้แค้นต่อผู้ที่เคยทำร้ายท่าน และต่อมาผู้คนในแถบคาบสมุทรอาหรับก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและเป็นประเทศมุสลิมในที่สุด     1 มุฮัรรอม วันปีใหม่แห่งอิสลาม
                       ศักราชของอิสลามใช้คำว่าฮิจเราะห์ศักราช ใช้ตัวอักษรย่อว่า “ฮ.ศ.” คำว่า ฮิจเราะฮ์ หมายถึง “การอพยพ” คือ การอพยพของท่านนบีมุฮัมมัด และบรรดาสหายของท่านพร้อมกับชาวมุสลิมจากมักกะฮ์ไปสู่มาดีนะฮ์ หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้เสียชีวิต   
ท่านคอลิฟะฮ์(กาหลิบ)อุมัร อิบนุคอฎฎ็อบ  ผู้ปกครองอาณาจักรอิสลามคนที่สองต่อจากท่านอบูบักร์ ได้ปรึกษากันว่า อิสลามควรจะต้องมีการนับศักราชเพื่อใช้ในการกำหนดวัน เดือน ปี เช่นเดียวกับคริสตศักราช แต่การเริ่มศักราชของอิสลามจะเริ่มเมื่อใดนั้น ได้มีบรรดาอัครสาวกที่ใกล้ชิดของท่านนบีมุฮัมมัด และบรรดาผู้นับถือศาสนาอิสลามในเวลานั้นเสนอแนวทางในการกำหนดศักราชอิสลาม 4 แนวทางด้วยกัน คือ1. เสนอให้ถือเอาปีเกิดของท่านนบีมุฮัมมัด  เป็นปีเริ่มต้นศักราช2. เสนอให้ถือเอาปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด เริ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลาม เป็นปีเริ่มต้นศักราช3. เสนอให้ถือเอาปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด อพยพจากเมืองมักกะฮ์สู่เมืองมาดีนะฮ์ เป็นปีเริ่มต้นศักราช4. เสนอให้ถือเอาปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด เสียชีวิต เป็นปีเริ่มต้น ศักราชข้อสรุปในที่ประชุมได้มีมติให้ถือเอาปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด อพยพจากมหานครมักกะฮ์สู่นครมาดีนะฮ์ ซึ่งเป็นปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด ถูกชาวมักกะฮ์ที่เคารพบูชาเจว็ด และสิ่งงมงายต่างๆ มุ่งหวังจะเอาชีวิต และเมื่ออพยพสู่นครมาดีนะฮ์นั้น ชาวเมืองมาดีนะฮ์ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก และเป็นปีที่มีความสำคัญในการเริ่มแผ่ขยายการเผยแพร่ศาสนาอิสลามจนประสบกับความสำเร็จในเวลาต่อมา จึงเริ่มต้นนับศักราชของอิสลามตั้งแต่ปีที่ท่านนบีมุฮัมมัด  และบรรดามุสลิมได้อพยพจากมักกะฮ์สู่มาดีนะฮ์ คือ ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) นับแต่นั้นเป็นต้นมา